เพื่อประกอบการจัดการเรียนการสอน และนำเสนอผลงานวิชาการนำเสนอสารภาษาไทยด้วยคอมพิวเตอร์ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
สิ่งที่ดีที่สุด
สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา...คือชีวิตเรา
สิ่งที่มีค่าที่สุดในใจเรา...คือหัวใจเรา
อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปยกให้ใคร
อย่าเอาใจทั้งใจไปยกให้ใครคนเดียว
อย่ายกสิ่งที่มีค่าที่สุดและดีที่สุดของเราไปให้ใครดูแล
เพราะไม่มีใคร...ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง
อย่าปิดกั้นความรู้สึกของหัวใจ
อย่าบอกว่าเกิดมาเพื่อรักคนๆเดียว
คนใจแคบเท่านั้น...ที่เกิดมาเพื่อรักคนได้คนเดียว
เราสามารถรักใครต่อใครได้มากมาย
ขอเพียงให้รู้จักหน้าที่ของความรัก
หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อคนที่เรารัก
รักต่างแบบ...ปฏิบัติในหน้าที่ที่ต่างกัน
แล้วเมื่อวันใดวันหนึ่ง...
คนบางคนไม่แยแสกับความรักที่เรามีให้
เราก็ยังคงเหลือใครต่อใครอีกมากมาย...
และไม่เห็นต้องเจ็บเจียนตาย...
ถ้าเรามั่นใจ...ว่าเราทำหน้าที่ให้รักนั้น เต็มที่แล้ว
อากาศ...ร้อนอบอ้าว
ออกมายืนคุยกับแสงแดด
อากาศ...หนาวขาดใจ
ออกมาหาไออุ่นลมหนาว
เราจะรู้ว่าร้อนหรือหนาว...ก็ต่อเมื่อเราได้สัมผัสกับมัน
ก็เหมือนความรัก...อยากรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง
ก็ต้องไปลองสัมผัสกับมัน...อย่าทรมานตัวเอง
อย่ายืนตากแดดนานๆ หรือยืนต้านทานลมหนาว
ถ้ารู้ว่าร้อนนัก...ก็หลบที่ร่ม
ถ้ารู้ว่าหนาวนัก...ก็ก่อเตาผิง
ความรักจะไม่ทำร้ายเรา...ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเอง
ถ้าเธอรู้จักรัก...แสงแดดจะทำให้อบอุ่น
ลมหนาวจะทำให้เธอหลับสบาย
รอยจูบบนฝ่าเท้า
โดย ภัทราพร บุญชู
เฝ้าเลี้ยงดูแลตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย
เทใจเฝ้าคอย วันที่เจ้าเติบโต
จะเป็นอย่างไรเมื่อเจ้าเติบใหญ่ขึ้นมา
ดีชั่วเก่งกล้ามีการศึกษาสวยโก้
ลืมตัวโบยบินเมื่อมั่งมีใหญ่โต โอหัง ยโส
คุยโวโอ้อวดดี..
จะเป็นอย่างไร ใครก็ไม่อาจห้ามเจ้า
พอเพื่อนหนุ่มสาวผู้ได้ฟังเพลงนี้
ก้มลงมองตรงฝ่าเท้าก่อนคิดจะทำชั่วดีสองตีน ของเจ้านี้ แหละที่พ่อแม่เคยจูบมัน
…ยังจำได้ไหมใครเคยพร่ำสอน
ยามเจ้าจะนอน ใครกล่อมให้หลับฝัน
ใครคอยห่วงใยเจ้าได้ทุกวี่วัน ใครคนร้าวราน เมื่อเจ้านั้นเสียน้ำตา
เจ้าเป็นเด็กดี พ่อแม่ก็ภูมิใจ ถ้าเจ้าเป็นผู้ร้ายคงไม่มีใครปรารถนา
รอยจูบบนฝ่าเท้า...... เพราะรักเจ้าเกินกว่าฟ้า....
แล้วสิ่งใดเล่าหนาเจ้าจะหา มาตอบแทน
หลายๆคนอาจเคยฟังเพลงรอยจูบบนฝ่าเท้า
มาแล้ว เป็นเพลงที่ หลง ลงลาย ประพันธ์ขึ้น
แต่อีกหลายๆคนได้แต่ฟังผ่านไปโดยไม่คิดอะไร
แต่อีกหลายๆคนได้ฟังแล้วก็คิดตาม…
กว่าบุคคลที่เราเรียกว่า…แม่ทนลำบากเพื่อเรามาโดยตลอด
เมื่อตั้งครรภ์กว่าจะครบ 9 เดือน ไม่ว่าจะทำอะไร
แม่ก็ระมัดระวังท้องอยู่เสมอ กลัวว่าจะลูกในท้องจะได้รับการกระทบกระเทือน
จนคลอดเราออกมาลืมตาดูโลก บุคคลที่เราเรียกว่าพ่อและแม่นั้นก็ขับกล่อมเรา
จูบเท้าเราเบาๆบนฝ่าเท้าน้อยๆที่แสนอันอบอุ่นและก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดีจนเติบโตขึ้นมา
ไม่ว่าเราต้องการอะไร ต้องการสิ่งไหน พ่อกับแม่ก็หามาให้ได้ทั้งหมด แม้สิ่งๆนั้นจะแลกด้วยหยาดเหงื่อหรือน้ำตาก็ตาม
ท่านทั้งสองก็ยอมทำเพื่อเรา แต่ในทางกลับกันทำไมเมื่อเราได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อแม่หามาให้แล้ว
เรากลับกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักพอ กลับทำตัวเป็นคนไม่ดี ตามเพื่อน
ในสิ่งที่พ่อกับแม่ห้ามเรากลับทำ แต่ในสิ่งที่พ่อแม่ให้ทำ เรากลับไม่ทำ
พ่อแม่ตั้งกรอบให้เรา แต่เรากลับออกนอกกรอบไม่เคยฟังสิ่งที่ท่านเคยเตือน
เคยสั่งสอนเรา เราเอาความคิดตัวเองเป็นหลัก จนเราหลงไปในทางที่ผิด
หลงไปเสพยาเสพติดจนทำให้ชีวิตคนหนึ่งคนที่เกิดมาใช้ชีวิตในโลกใบนี้ต้องพังทลาย…ยังเหลือแต่คนสองคนที่ต้องเสียใจ ต้องมีน้ำตา ที่ต้องสูญเสียลูกไป
…แต่ถ้าเราพร้อมที่จะยอมรับความผิด
ยอมรับในสิ่งที่เกิด ยอมรับความจริงนั้นแล้วกลัวตัวกลับใจได้
คงไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกที่ไม่ให้อภัยลูก พ่อแม่ย่อมให้อภัยลูกเสมอ
ไม่ว่าลูกจะทำผิดมาแล้วกี่ครั้ง พ่อแม่ก็ไม่เคยโกรธเรา ดังนั้นก่อนที่เราจะทำอะไร
จะผิดหรือถูก เราควร “ คิด ”
ก่อนที่จะทำสิ่งๆนั้น ควรนึกถึงใจของพ่อแม่บ้างที่เมื่อตอนเล็กๆท่านเคยสั่งสอน
อบรมเรา ขับกล่อมเรา เคยจูบฝ่าเท้าของเรา ก่อนที่เราจะนอนทุกครั้ง คอยเป็นห่วงเราอยู่ทุกวัน
และคงไม่มีบุคคลคนไหนหรอกนอกจากบุคคลสองคนนั้นที่รักเราเท่ากับชีวิต
ไม่สามารถหาสิ่งไหนมาตอบแทนได้ เท่ากับความรัก ความอบอุ่น ที่มีต่อเรา
แม้แต่สิ่งของ เงินทอง ก็ยังเป็นของนอกกายจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ ยังมาเปรียบไม่ได้แต่
“ จิตใจ” คนต่างหาก
อยู่ข้างในไม่สามารถมองเห็น ถ้าจะมองเห็นก็จะเห็นที่การกระทำ
ว่าสิ่งที่ทำออกมานั้นดีหรือไม่ดี
คนบางคน
อาจหลงลืมไปว่า...ตัวเองเกิดมาได้เพราะใคร..?
คนบางคน
ใช้คำว่า โตแล้ว เป็นข้ออ้างเพื่อ ละเลย ความห่วงใยของ ใครบางคน...
คนบางคน
ใช้คำว่า โตแล้ว เพื่อลบเลือน คำสอน ของใครบางคน
แต่...เค้าคนนั้น
คงลืมไปว่า เค้า "โต" มาได้เพราะใคร..?
บาดแผลแห่ง..วันเวลา
เมื่อความฝัน และ..ความหวัง
ที่เคยร่วมสร้าง..กันมา
ถูกพราก..จากไป ด้วยคำว่า..ลา
ในใจที่..ไม่จริงจัง
ซึ่งอีกคน ที่อยู่กับสิ่ง..ที่ทิ้ง..เอาไว้
เบื้องหลัง..ความขมขื่น..ตามลำพัง
สุดแสนสาหัส..กว่าจะหลุดพ้น
ต้องนับ..กี่หยดน้ำตา ก็ไม่สามารถ..ประมาณได้
ซึ่งบาดแผลภายนอก..ทุกอย่างในโลก..ใบนี้
กาลเวลา..ก็คงทำหน้าที่..ของมัน
ได้อย่าง..สมบูรณ์แบบ
หากแต่..แผลในใจ แม้เพียง..จะน้อย
แม้เพียง..จะเล็ก..แต่มันเจ็บ..และ..จำลึก
คงไม่มี..สิ่งไหน จะมารักษา แผลในใจ..ของเรา
ได้ดีไปกว่า..ใจ..ของ..เรา..เอง
เมื่อแรก..เริ่มรัก ก็ต้องใช้..ใจสัมผัส
เมื่อรัก..จากไป..ก็คงต้องใช้ใจ..ล้างใจ
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555
มองชีวิตในแต่ละวัน ให้เหมือนวันสุดท้ายของชีวิต
ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่กำลังขับรถเพื่อจะไปทำงานตามปกติ เหมือนเช่นเคย ระหว่างที่ขับรถอยู่นั้น ได้เห็นรถเก๋งคันหนึ่ง กำลังพยายามขับแซรถซาเล้งที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งมีลุงแก่ๆ และเด็กตัวเล็กๆ นั่งอยู่ ที่กำลังพยายามปั่นอย่างเต็มกำลังเพื่อหาที่หลบให้พ้น ขณะที่คนขับรถคันนั้นมีลักษณะการขับที่เต็มไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด บีบแตรไล่ดังลั่น
พยามที่จะขับแซงแต่ก็ไม่สามารถไปได้ เพราะมีรถสวนมาตลอดเวลา ยิ่งที่ทำให้เขาโกรธมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็สามารถขับรถปาด
หน้ารถซาเล้งไปได้ พร้อมกับบีบแตรเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลักษณะการขับรถเป็นการขับกระชากรถอย่างแรง และรวดเร็ว เสียงล้อบดถนนดังลั่นโดยเขาไม่สนใจว่าจะมีรถในฝั่งตรงข้ามวิ่งสวนมาหรือไม่ สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้พบเห็นที่กำลังจับจ่าย
ซื้อของทั้งสองข้างทาง ขณะเดียวกันรถจักรยานยนต์ที่วิ่งสวนมา ต้องขับรถลงไหล่ทางอย่างกะทันหันเพื่อหลบให้พ้นจากรัศมีของรถคันนั้น พร้อมกับตะโกนด่าตามหลังด้วยความโกรธ และตกใจ
หน้ารถซาเล้งไปได้ พร้อมกับบีบแตรเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลักษณะการขับรถเป็นการขับกระชากรถอย่างแรง และรวดเร็ว เสียงล้อบดถนนดังลั่นโดยเขาไม่สนใจว่าจะมีรถในฝั่งตรงข้ามวิ่งสวนมาหรือไม่ สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้พบเห็นที่กำลังจับจ่าย
ซื้อของทั้งสองข้างทาง ขณะเดียวกันรถจักรยานยนต์ที่วิ่งสวนมา ต้องขับรถลงไหล่ทางอย่างกะทันหันเพื่อหลบให้พ้นจากรัศมีของรถคันนั้น พร้อมกับตะโกนด่าตามหลังด้วยความโกรธ และตกใจ
หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมก็เกิดความสงสัยว่า “ทำไมคนขับรถถึงแสดงพฤติกรรมอย่างนั้นออกมา เขามีธุระเร่งด่วน และสำคัญมากกว่าชีวิตของคนๆ หนึ่ง ขนาดนั้นเชียวหรือ ?” ถึงแม้ว่าคุณลุง อาจจะมีฐานะทางสังคมดูด้อยกว่าคนอื่นที่ไม่มีรถขับ ไม่มีอาชีพที่เชิดหน้าชูตาเหมือนกับคนอื่น ต้องเก็บขยะ เพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเองด้วยความสุจริต ทำไมเขาจึงทำเหมือนกับว่าชีวิตของคุณลุง และเด็กน้อยตัวเล็กๆ มีค่าน้อยกว่าตัวเขา!
ผมมีความคิดว่าคนเราทุกคนไม่ว่าจะ มีอาชีพ , มีฐานะ , หรือ มีการศึกษาที่แตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริงของชีวิต ทุกคนย่อมมี
คุณค่าในความเป็นมนุษย์ที่สามารถจะอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน และที่สำคัญ คนเราหามีความแตกต่างกันในความ
เป็นจริงของชีวิตไม่ มนุษย์ทุกคนต้องกิน ต้องอยู่ ต้องหายใจ ต้องสืบเผ่าพันธุ์ของตน ต้องการให้คนอื่นรัก และชื่นชม มากกว่า
ที่จะให้ใครๆ มารังเกียจ ฯลฯ และท้ายที่สุดก็คือ “ตาย” ด้วยกันทุกคน
คุณค่าในความเป็นมนุษย์ที่สามารถจะอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน และที่สำคัญ คนเราหามีความแตกต่างกันในความ
เป็นจริงของชีวิตไม่ มนุษย์ทุกคนต้องกิน ต้องอยู่ ต้องหายใจ ต้องสืบเผ่าพันธุ์ของตน ต้องการให้คนอื่นรัก และชื่นชม มากกว่า
ที่จะให้ใครๆ มารังเกียจ ฯลฯ และท้ายที่สุดก็คือ “ตาย” ด้วยกันทุกคน
ในความคิดของผม สิ่งที่ทำให้คนเราหลงมองว่า ตนเองสูงกว่า ดีกว่า หรือเด่นกว่าคนอื่นก็คือ “สิ่งปรุงแต่งภายนอก” ที่ขึ้นอยู่กับว่าใคร จะมีวิธีการหามาได้มากกว่า แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาแบ่งแยกคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ด้วยกันเอง ??? แต่สุดท้ายเมื่อ “ความตาย” มาเยือน ก็ไม่เห็นมีใครหน้าไหนสามารถที่จะเอาสิ่งที่สะสมเหล่านั้นไปได้ แม้แต่คนเดียว!
ผมเริ่มมีความสงสัยอีกว่า “แล้วเราจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะทำให้คนเรามองเห็นความเป็นจริงของชีวิต ทำให้ละซึ่งความเห็นแก่ตัว มุ่งทำแต่ความดี มีความรัก ความเมตตา พร้อมที่จะมอบความสุขให้แก่ผู้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา” ผมจึงลองตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า ถ้าเราลองมองชีวิตในแต่ละวัน ให้เหมือนกับวันสุดท้ายของชีวิต ล่ะ จะทำให้คนเราละซึ่งความเห็นแก่ตัว และหันกลับมาสร้างแต่สิ่งที่ดีได้หรือไม่
สมมุติว่าวันนี้เป็นวันที่คุณ หรือผม จะต้องตาย มีชีวิตเหลืออยู่เพียงวันสุดท้าย สิ่งที่คุณหรือผม ควรจะทำมากที่สุด คืออะไร?
- ควรจะโกรธ หรือ ควรจะให้อภัย
- ควรจะเห็นแก่ความสุขของตัวเอง หรือ ควรจะทำให้คนอื่นมีความสุข
- ควรจะเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นของตัวให้มากที่สุดก่อนตาย หรือ ควรจะรู้จักปล่อยวาง และรู้จักที่จะเสียสละให้แก่ผู้อื่น
- ทำแต่สิ่งดีๆ ให้แก่คนรอบข้างมีความสุข ก่อนที่ตัวจะตาย หรือ ยังคงทำความชั่วต่อไปโดยไม่สนใจใคร
ผมคิดว่าคุณคงมีคำตอบ ของคำถามเหล่านี้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมีมุมมองของชีวิตอย่างไร ในความคิดของผม ถ้าคนเราทุกคนหัดมองชีวิตในแต่ละวัน ให้เป็นเหมือนกับวันสุดท้ายของชีวิต ความอยากได้ อยากเป็น อยากมี ความโลภ-โกรธ-หลง และมัวเมาในสิ่งต่าง ๆ ก็จะทุเลาเบาบาง หรือหมดไป ทำให้เรามีชีวิตที่มีความสุข ทั้งกายและใจ จิตใจก็เบาสบาย ไม่ต้องแบกความทุกข์ตลอดเวลา เพราะรู้จักปล่อยวางมากขึ้น
หากคุณต้องการที่จะมองชีวิตให้ได้อย่างนี้ ผมมี เคล็ดลับง่ายๆ ให้คุณลองนำมาปฏิบัติดู สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ คุณต้องเปลี่ยน “วิธีคิด” ของคุณเสียก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า
ลองมาเปลี่ยนความคิด ด้วยการมองชีวิตในแต่ละวัน ให้เหมือนวันสุดท้ายของชีวิต
ดูสิครับ แล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่มากขึ้นเพียงใด
ดูสิครับ แล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่มากขึ้นเพียงใด
คุณค่าภาษาไทย
เป็นคนไทยต้องรักภาษาไทย
รักษาไว้ให้อยู่ได้เนานานหนอ
อย่าทำร้ายลายลักษณ์ที่ถักทอ
ที่แม่พ่ออนุรักษ์ตระหนักคุณ
ภาษาไทยนั้นเป็นภาษาชาติ
อย่าประมาทใช้ผิดให้เคืองขุ่น
ครูท่านสอนสั่งไว้เลยนะคุณ
ความว้าวุ่นแห่งภาษาจะมากมี
ถ้าเมื่อใดไร้ภาษาที่มีอยู่
คงอดสูอายเขาไปทุกที่
และอาจสิ้นชาติไทยไปด้วยซี
เพราะวิถีชีวีที่เปลี่ยนไป
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีค่า
มากยิ่งกว่านพรัตน์เป็นไหน ไหน
มวลหมู่แก้วถึงมีค่ากว่าสิ่งใด
คงมีได้แค่เพียงค่าราคาเงิน
แต่คุณค่าของภาษามีสูงส่ง
ช่วยดำรงความเป็นชาติไม่ขัดเขิน
เพราะภาษาแสดงลักษณ์จำหลักเกิน
กว่าค่าเงินตรา...แต่สง่าอยู่ที่ใจ
เป็นคนไทยต้องรักภาษาไทย
รักษาให้อยู่นานนานจะได้ไหม
อย่าทำลายภาพลักษณ์ความเป็นไทย
โดยที่ไม่รู้ค่าภาษาเอย ฯ
รักษาไว้ให้อยู่ได้เนานานหนอ
อย่าทำร้ายลายลักษณ์ที่ถักทอ
ที่แม่พ่ออนุรักษ์ตระหนักคุณ
ภาษาไทยนั้นเป็นภาษาชาติ
อย่าประมาทใช้ผิดให้เคืองขุ่น
ครูท่านสอนสั่งไว้เลยนะคุณ
ความว้าวุ่นแห่งภาษาจะมากมี
ถ้าเมื่อใดไร้ภาษาที่มีอยู่
คงอดสูอายเขาไปทุกที่
และอาจสิ้นชาติไทยไปด้วยซี
เพราะวิถีชีวีที่เปลี่ยนไป
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีค่า
มากยิ่งกว่านพรัตน์เป็นไหน ไหน
มวลหมู่แก้วถึงมีค่ากว่าสิ่งใด
คงมีได้แค่เพียงค่าราคาเงิน
แต่คุณค่าของภาษามีสูงส่ง
ช่วยดำรงความเป็นชาติไม่ขัดเขิน
เพราะภาษาแสดงลักษณ์จำหลักเกิน
กว่าค่าเงินตรา...แต่สง่าอยู่ที่ใจ
เป็นคนไทยต้องรักภาษาไทย
รักษาให้อยู่นานนานจะได้ไหม
อย่าทำลายภาพลักษณ์ความเป็นไทย
โดยที่ไม่รู้ค่าภาษาเอย ฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

